พฤหัส. พ.ค. 13th, 2021
การจัดเก็บภาษีของธุรกิจประเภท Over-The-Top

การจัดเก็บภาษีของธุรกิจประเภท Over-The-Top

ทราบหรือไม่ว่าผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นบนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ประกอบการอื่นอย่างเช่น Application ยอดนิยมในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น Facebook LINE YouTube หรือ Instagram เป็นกิจการที่สามารถทำรายได้ในประเทศไทยดังนั้นพวกเขาจึงจะต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับพวกเรา ธุรกิจประเภทนี้ถูกเรียกว่า Over-The-Top เป็นกิจการรูปแบบใหม่ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบบดิจิตอล ที่สำคัญคือพวกเขานั้นสามารถทำรายได้ต่อปีได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาในด้านการเก็บภาษีของกิจการประเภทดังกล่าวให้เหมาะสม Over-The-Top เป็นตัวย่อที่มาจากประโยคที่ว่า Over the top of the Network  หมายถึงธุรกิจที่มีการให้บริการในลักษณะที่บริการนั้นจะตั้งอยู่บนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ประกอบการท่านอื่น

การจัดเก็บภาษีของธุรกิจประเภท Over-The-Top

สามารถให้บริการได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร ด้านคอนเทนต์ หรือแม้แต่โปรแกรมต่างๆ ฐานการเข้าถึงโดยใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะหรืออินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายของผู้ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น Social Network search engine อย่าง Google หรือแม้แต่เว็บไซต์และ Application ที่สามารถลงวีดีโอสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเช่น  Youtube รวมไปถึง Application และเว็บไซต์ที่ให้บริการเล่นวีดีโอแบบ Streaming ไม่ว่าจะเป็น netflix หรือ wetv แม้ว่าเราจะไม่สามารถนิยามธุรกิจเหล่านี้ได้แบบตายตัว เนื่องจากเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็วและหลากหลาย

Over-The-Top เป็นธุรกิจที่ถูกตั้งคำถามถึงการจัดเก็บภาษีกันในวงกว้างเนื่องจากเป็นธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีนิยามชัดเจนทำให้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ธุรกิจรูปแบบใหม่นั้นจึงส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านภาษีไปด้วย หากมองในมุมยุคดิจิตอลการจัดเก็บภาษีในยุคนี้นั้นจะมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการเก็บภาษีจากการขายหรือการบริการที่ใช้ช่องทางบนอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมันมีความไม่เท่าเทียมกับการซื้อขายในโลกของความเป็นจริง

และยังมีเรื่องของการที่บริษัทนั้นตั้งอยู่ในรัฐหนึ่งร่วมกับกลุ่มบรรษัทข้ามชาติทำให้ภาระภาษีนั้นต้องตกมาเป็นภาระของผู้บริโภคซึ่งอยู่ในอีกหนึ่งประเทศ ทำให้ในต่างประเทศนั้นมีการแนะนำให้ทางผู้ให้บริการทางด้านดิจิตอลที่มีรายได้ในประเทศใดต้องจดทะเบียนหรือตั้งตัวแทนการค้าขึ้นในประเทศนั้น เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีได้เหมาะสมและเท่าเทียม แต่มันไม่สามารถบังคับใช้ในทางปฏิบัติได้ ในส่วนของประเทศไทยนั้นได้มีการออกพรบ.ประมวลรัษฎากรแก้ไขเพิ่มเติม โดยพูดถึงการจัดเก็บภาษีของผู้ประกอบการเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศที่เปิดให้ใช้บริการในประเทศโดยเรียกว่าภาษี e-service ต่างชาติ โดยให้ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีนั้นต้องยื่นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำรายได้คำนวณเพื่อเสียภาษีให้กับประเทศไทย

 

# Resilience การบริหารแบบยืดหยุ่นที่กำลังมาแรงในช่วงโควิด

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *